วันอาทิตย์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2553

harry potter ตอน ศิลาอาถรรพ์



แฮร์รี่ พอตเตอร์กับศิลาอาถรรพ์ เป็นหนังสือเล่มแรกในนวนิยายเยาวชน 7 เล่ม ชุดแฮร์รี่ พอตเตอร์ ที่เขียนโดย เจ. เค. โรว์ลิ่ง ตีพิมพ์และวางจำหน่ายเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2540 (1997) โดยสำนักพิมพ์บลูมส์บิวรี่ ส่วนในฉบับภาษาไทยแปลโดย สุมาลี (สุมาลี บำรุงสุข) และตีพิมพ์และจัดจำหน่ายโดยสำนักพิมพ์นานมีบุ๊คส์ แฮร์รี่ พอตเตอร์กับศิลาอาถรรพ์ถือเป็นหนังสือที่เป็นที่นิยมที่สุดในชุดวรรณกรรมแฮ ร์รี่ พอตเตอร์ โดยมียอดขายถึง 107 ล้านเล่มทั่วโลก นอกจากนี้แฮร์รี่ พอตเตอร์กับศิลาอาถรรพ์ ยังสร้างเป็นภาพยนตร์อีกด้วย โดยมีวอร์เนอร์ บราเธอร์สเป็นผู้ถือสิทธิ์ในการสร้าง




แฮร์รี่ พอตเตอร์กับศิลาอาถรรพ์ เป็นชื่อภาษาไทยที่แปลมาจากภาษาอังกฤษนั่นคือ Harry Potter and the Philosopher's Stone โดยชื่อดังกล่าวนำไปใช้เป็นชื่อภาษาอังกฤษให้กับวรรณกรรมแปลอีกหลายๆ ภาษา รวมถึงของสำนักพิมพ์ที่ตีพิมพ์ฉบับภาษาอังกฤษด้วยคือสำนักพิมพ์บลูมส์บิวรี่ ซึ่งรับผิดชอบการตีพิมพ์และจัดจำหน่ายในสหราชอาณาจักรเสียเป็นส่วนใหญ่ และสำนักพิมพ์เรนโคสท์ซึ่งรับผิดชอบในประเทศแคนาดา กระนั้นก็มีข้อยกเว้นอยู่บ้าง โดยสำนักพิมพ์สกอลาสติก ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบในการตีพิมพ์และวางจำหน่ายในสหรัฐอเมริกา ได้เปลี่ยนชื่อหนังสือดังเดิมเป็น Harry Potter and the Sorcerer's Stone โดยเปลี่ยนคำว่า Philosopher (ที่แปลว่า "นักปราชญ์") แล้วแทนด้วยคำว่า Sorcerer (ที่แปลว่า "ผู้วิเศษ") เนื่องจากคำว่า Philosopher นั้นมีความหมายและการตีความที่แตกต่างกันระหว่างภาษาอังกฤษแบบอเมริกันกับภาษาอังกฤษแบบบริเตน นอกจากนี้ ทางสำนักพิมพ์สกอลาสติกยังทำการเปลี่ยนสำนวนและคำต่างๆ ในหนังสือหลายๆ ตอนให้มีลักษณะเป็นภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน การทำเช่นนี้ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ในผู้อ่านชาวอเมริกันบางส่วนเนื่อง จากทำให้เสียอรรถรสในการอ่าน แม้จะไม่ส่งผลต่อโครงเรื่องก็ตาม



หนังสือนำเสนอเรื่องราวของแฮร์รี่ พอตเตอร์ เด็กชายกำพร้าผู้มีรอยแผลเป็นรูปสายฟ้าอยู่กลางหน้าผาก และอาศัยอยู่กับลุงและป้าซึ่งมักจะหาเรื่องแฮร์รี่อยู่เสมอ และลูกพี่ลูกน้องที่กลั่นแกล้งเขาอยู่เป็นประจำ จนกระทั่งวันหนึ่ง เมื่อแฮร์รี่อายุได้ 11 ปี แฮร์รี่จึงทราบว่าเขาไม่ใช่คนธรรมดาๆ แต่เป็นพ่อมดที่ โด่งดังคนหนึ่งของโลก และพ่อแม่ของเขาไม่ได้เสียชีวิตในอุบัติเหตุทางรถยนต์ดังที่ป้าเพตทูเนียของ เขาว่าไว้ แต่ถูกฆาตกรรมในขณะที่กำลังปกป้องแฮร์รี่ โดยพ่อมดที่ชั่วร้ายที่สุดแห่งยุค ลอร์ดโวลเดอมอร์ แต่พลังอำนาจและร่างกายของลอร์ดโวลเดอมอร์กลับสูญสิ้นเมื่อเขาพยายามสังหาร แฮร์รี่ แฮร์รี่จึงต้องค้นหาอดีตเกี่ยวกับพ่อแม่ของเขา และเข้าเรียนในโรงเรียนคาถาพ่อมดแม่มดและเวทมนตร์ศาสตร์ฮอกวอตส์
ที่ที่การผจญภัยของแฮร์รี่ และผองเพื่อนเริ่มต้นขึ้น


harry potter ตอนห้องแห่งความลับ


















บ้านโพรงกระต่ายและการเดินทางไปฮอกวอตส์


เรื่องเริ่มต้นด้วยการที่แฮร์รี่ถูกครอบครัวเดอร์สลีย์ปฏิบัติเหมือนบุคคลอันตราย, การที่แฮร์รี่พบว่าไม่มีเพื่อนคนไหนเลย ไม่ว่าจะเป็นรอนหรือเฮอร์ไมโอนี่เขียนจดหมายมาหาเขา และนัดมื้อเย็นสำคัญของลุงเวอร์นอนกับลูกค้าของเขา ในขณะนั้นด๊อบบี้ เอลฟ์ประจำบ้านก็ปรากฏตัวต่อให้แฮร์รี่ในขณะที่เขาซ่อนอยู่ในห้องนอนตามคำ สั่งของลุงเวอร์นอน ด๊อบบี้มาเพื่อเตือนแฮร์รี่ไม่ให้กลับไปเรียนที่ฮอกวอตส์ในปีที่สองเพราะถ้า แฮร์รี่กลับไปที่โรงเรียน ชีวิตของเขาจะเป็นอันตราย แฮร์รี่เพิกเฉยต่อคำเตือนดังกล่าว และพบว่าด๊อบบี้นี่เองที่เป็นคนกักจดหมายของเพื่อนของเขา (รวมถึงของแฮกริด) ไว้และต่อมาทำให้แฮร์รี่ถูกขังไว้ในห้องนอนของเขาเอง เนื่องจากด๊อบบี้ทำลายมื้อเย็นของครอบครัวเดอร์สลีย์โดยทำให้ดูเหมือนว่า แฮร์รี่เป็นคนทำ



แต่หลังจากถูกขัง 3 วัน พี่น้องวีสลีย์ (เฟร็ด, จอร์จและ รอน) ก็นำรถบินได้ของพ่อมาเพื่อช่วยแฮร์รี่ไปยังบ้านของครอบครัววีสลีย์ 'บ้านโพรงกระต่าย' แฮร์รี่ได้พบกับพ่อแม่ของรอน (นายอาเธอร์และนางมอลลี่ วีสลีย์) และจินนี่ น้องสาวคนเดียวของครอบครัวที่แอบชอบแฮร์รี่ และเขาก็อยู่กับครอบครัววีสลีย์จนกระทั่งพวกเขาไปซื้ออุปกรณ์การเรียนที่ ตรอกไดแอกอน ซึ่งขณะที่อยู่ในร้านหนังสือตัวบรรจงและหยดหมึกนั้น กลุ่มของครอบครัววีสลีย์เผชิญหน้ากับพ่อและลูกชายมัลฟอย ลูเซียสและเดรโก มีปากเสียงกันและจบลงด้วยการชกต่อยกันกลางร้านหนังสือระหว่างนายวีสลีย์และ นายมัลฟอย เนื่องจากนายมัลฟอยดูหมิ่นครอบครัวของเฮอร์ไมโอนี่และถูกจับแยกโดยแฮกริดที่ บังเอิญเห็นเหตุการณ์



ในวันเปิดเทอม พี่น้องวีสลีย์และแฮร์รี่เดินทางไปยังสถานีรถไฟคิงส์ครอสโดยรถยนต์โดยมีนาย วีสลีย์ไปส่ง เพื่อเข้าไปในชานชาลาเก้าเศษสามส่วนสี่ (กำแพงต้องมนตร์ที่กั้นระหว่างชานชาลาเก้าและชานชาลาสิบ) ครอบครัววีสลีย์เข้าไปได้ทั้งหมด ยกเว้นรอนและแฮร์รี่ที่ไม่สามารถเข้าไปได้ แต่กลับชนกำแพง ทั้งสองตัดสินใจไปตายเอาดาบหน้าด้วยการนำรถของพ่อบินไปยังฮอกวอตส์ ที่ที่พวกเขาพุ่งเข้าชนต้นวิลโลว์จอมหวดและโดนหวดจนรถเกือบพังและไม้กายสิทธิ์ของรอนหัก


อาจารย์สอนวิชาการป้องกันตัวจากศาสตร์มืดคนใหม่และเสียงกระซิบ


จากการกระทำดังกล่าวทำให้แฮร์รี่และรอนเกือบถูกไล่ออก และทำให้แม่ของรอนส่งจดหมายกัมปนาทมาต่อว่ารอนถึงฮอกวอตส์ แฮร์รี่และเพื่อนพบว่าอาจารย์ผู้มารับช่วงสอนวิชาป้องกันตัวจากศาสตร์มืดต่อ จากควีเรลล์ ทาสรับใช้ของโวลเดอมอร์คือพ่อมดนักเขียนชื่อดัง กิลเดอรอย ล็อกฮาร์ต ผู้มีนิสัยหลงรูปลักษณ์และชื่อเสียงของตน และให้ความสนใจกับบุคคลโด่งดังอย่างแฮร์รี่เป็นพิเศษ นอกจากนี้ แฮร์รี่ยังได้พบกับรุ่นน้องปีหนึ่งที่คลั่งไคล้เขาและชอบถ่ายรูปเขาเป็น ประจำ คอลิน ครีฟวีย์ซึ่ง สร้างความรำคาญใจให้แก่แฮร์รี่ผู้ไม่ชอบชื่อเสียง ชีวิตของแฮร์รี่ยังดำเนินต่อไปอย่างธรรมดาจนกระทั่งวันหนึ่ง ขณะที่เขากำลังรับโทษกักบริเวณจากความผิดเมื่อต้นเทอมกับศาสตราจารย์ล็อกฮา ร์ตอยู่ แฮร์รี่ได้ยินเสียงจากหลังกำแพงเกี่ยวกับการฆ่า แฮร์รี่ยังคงได้ยินเสียงปริศนาดังกล่าวจนวันฮัลโลวีน ในขณะที่แฮร์รี่และเพื่อนเดินกลับมาจากงานเลี้ยงของผี พวกเขาพบแมวของภารโรงตัวแข็งถูกจับห้อยลงมาจากคบเพลิง โดยมีข้อความเขียนไว้เหนือร่างแมวว่า "ห้องแห่งความลับเปิดออกแล้ว เหล่าศัตรูของทายาท จงระวัง!"


ห้องแห่งความลับและสมุดบันทึกของ ท.ม. ริดเดิ้ล



เหตุดังกล่าวทำให้เกิดความตื่นตระหนกในเหล่าคณาจารย์และนักเรียนที่รู้ ตำนานเกี่ยวกับห้องแห่งความลับเป็นอย่างมาก แฮร์รี่พบว่าห้องแห่งความลับคือตำนานที่เล่าว่าผู้ก่อตั้งที่สี่ของฮอกวอตส์ ซัลลาซาร์ สลิธีรินต้อง การให้นักเรียนที่เกิดมาจากครอบครัวผู้วิเศษเท่านั้นเข้ามาเรียนที่ฮอกวอตส์ ได้ ซึ่งขัดกับความคิดของผู้ก่อตั้งโรงเรียนคนอื่นๆ จึงทำให้สลิธีรินออกจากโรงเรียนไป แต่ตำนานกล่าวไว้ว่า ก่อนที่เขาจะจากไป ได้สร้างห้องแห่งความลับซ่อนไว้ในตัวปราสาทเพื่อรอว่าสักวันหนึ่งที่จะมี ทายาทแห่งสลิธีรินที่แท้จริงเปิดห้องแห่งความลับออกมา และปลดปล่อยปีศาจร้ายที่จะกำจัดผู้วิเศษซึ่งเกิดจากมักเกิ้ล (บุคคลที่ไม่มีอำนาจเวทมนตร์)ให้หมดไปจากโรงเรียน แฮร์รี่, รอนและเฮอร์ไมโอนี่สงสัยมัลฟอยว่าอาจเป็นทายาทแห่งสลิธีริน พวกเขาจึงวางแผนจะปรุงน้ำยาสรรพรสออกมาเพื่อแปลงตัวเข้าไปหามัลฟอย และขุดคุ้ยข้อมูลเรื่องดังกล่าว ในขณะเดียวกัน ก็มีคนถูกโจมตีมากขึ้นอีกได้แก่คอลิน ครีฟวีย์ และนิคหัวเกือบขาด ผีประจำบ้านกริฟฟินดอร์ แต่ต่อมา หลังจากที่แฮร์รี่พูดภาษาพาร์เซลกับงูที่มัลฟอยเสกขึ้นมาในชมรมการต่อสู้ตัว ต่อตัว เขาก็ถูกสงสัยว่าอาจจะเป็นทายาทสลิธีริน ทำให้ถูกรังเกียจเดียจฉันท์และหวาดกลัวจากบรรดาผู้ที่เชื่อเช่นนั้น หลังจากนั้นไม่นานนักเรียนบ้านฮัฟเฟิลพัฟ จัสติน ฟินช์-เฟล็ทชลีย์ก็ถูกโจมตีด้วยอีกคน ทำให้ความสงสัยว่าแฮร์รี่อาจจะเป็นทายาทเพิ่มยิ่งขึ้นไปอีก



ในที่สุดน้ำยาสรรพรสก็พร้อมหลังจากผ่านการเคี่ยวมานานในห้องน้ำหญิงชำรุดที่มีผีเมอร์เทิลจอมคร่ำครวญอาศัยอยู่ แฮร์รี่แปลงเป็นกอยล์ รอนแปลงเป็นแครบ และเฮอร์ไมโอนี่ (โดยไม่ได้ตั้งใจ) แปลงเป็นแมวของมิลลิเซนต์ บัลสโตรด (เนื่องจากน้ำยาสรรพรสแปลงรูปมนุษย์เป็นสัตว์ไม่ได้ ทำให้เฮอร์ไมโอนี่ต้องได้รับการรักษา) จึงมีเพียงแฮร์รี่และรอนเท่านั้นที่ได้เข้าไปหามัลฟอย แต่มัลฟอยสารภาพกับแฮร์รี่และรอนในร่างของกอยล์และแครบว่าเขาไม่ได้ทำ สร้างความประหลาดใจให้แก่ทั้งสองคนพอสมควร และเมื่อเฮอร์ไมโอนี่ออกมาจากห้องพยาบาลหลังจากผ่านการรักษาแล้ว แฮร์รี่ก็เผอิญพบกับสมุดบันทึกเปียกน้ำในห้องน้ำหญิงชำรุด แฮร์รีพบว่าสมุดบันทึกเล่มนี้เป็นของ ทอม ริดเดิ้ล นักเรียนที่ฮอกวอตส์เมื่อ 50 ปีที่แล้วซึ่งบันทึกความจำเอาไว้ในสมุดบันทึกของตน เขาพาแฮร์รี่ไปดูเหตุการณ์เมื่อ 50 ปีก่อนเมื่อห้องแห่งความลับถูกเปิดเป็นครั้งแรก ริดเดิ้ลแสดงให้แฮร์รี่ดูว่าผู้กระทำผิดเมื่อ 50 ปีที่แล้วคือแฮกริด ผู้ดูแลสัตว์ของฮอกวอตส์ในปัจจุบันนี่เอง แฮร์รี่และเพื่อนพบว่าแฮกริดไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ในขณะเดียวกันแฮร์รี่ยังคงได้ยินเสียงปริศนานั้นอยู่ต่อไป แต่หลังจากนั้นไม่นาน มีการโจมตีอีกครั้งติดต่อกันสองรายรวดได้แก่ เพเนโลพี เคลียร์วอเทอร์ พรีเฟ็คบ้านเรเวนคลอ และเฮอร์ไมโอนี่เอง นี่ทำให้แฮกริดถูกจับกุมตัวไปยังคุกอัซคาบัน สถานจองจำของพ่อมดแม่มดที่ทำผิดร้ายแรง รวมถึงดัมเบิลดอร์ถูกคณะกรรมการสั่งพักงานจากคำขู่เข็ญของนายมัลฟอย ทำให้แฮร์รี่และรอนยิ่งต้องรีบค้นหาทายาทแห่งสลิธีรินให้เร็วยิ่งขึ้นไปอีก ทั้งคู่ทำตามคำใบ้ของแฮกกริดไปเข้าไปในป่าต้องห้าม ที่ที่พวกเขาพบกับแมงมุมยักษ์ชื่อว่าอาราก็อก ซึ่งเป็นสัตว์เลี้ยงของแฮกริดมาตั้งแต่เด็ก และแมงมุมตัวนี้เองที่เคยถูกกล่าวหาว่าเป็นปีศาจในห้องแห่งความลับ แมงมุมยักษ์กล่าวกับทั้งสองคนว่าแฮกริดไม่ใช่คนเปิดห้องแห่งความลับ และมันก็ไม่ได้เป็นสัตว์ร้ายดังตำนาน แต่สัตว์ร้ายนั้นมีอยู่จริงและเป็นสัตว์ที่พวกแมงมุมกลัวมาก จนต้องหนีออกมาอยู่นอกปราสาท เมื่อทราบแล้วแฮร์รี่และรอนก็ถูกบรรดาลูกสมุนแมงมุมของอาราก็อกพยายามจับตัว เป็นอาหาร แต่โชคดีที่รถฟอร์ดแองเกลียบินได้มาช่วยพวกเขาทันเวลาทำให้หนีออกมาจากรัง แมงมุมได้อย่างปลอดภัย



หลังจากนั้นไม่นาน ด้วยความช่วยเหลือจากโน้ตที่เฮอร์ไมโอนี่ทิ้งไว้ แฮร์รี่และรอนจึงไขปริศนาได้ว่าแท้ที่จริงแล้วสัตว์ร้ายแห่งห้องแห่งความลับ คืองูยักษ์บาซิลิสก์ ซึ่งมีดวงตาอานุภาพสังหารที่เพียงสบตามันก็จะเสียชีวิตในทันที โชคดีที่แต่ละคนดูเหมือนจะสบตางูทางอ้อมทั้งสิ้น (ยกเว้นผีนิคหัวเกือบขาด ที่สบตากับงูตรงๆ แต่เขา'ไม่สามารถตายได้อีก') ทันทีที่ทราบทั้งสองก็พบว่าน้องสาวของรอน จินนี่จะถูกจับตัวไปยังห้องแห่งความลับ โดยมีข้อความเป็นเลือดทิ้งไว้ว่า "โครงกระดูกของเธอจะนอนอยู่ในห้องชั่วนิรันดร์" เมื่อทราบพวกเขาจึงไปตามศาสตราจารย์ล็อกฮาร์ต (ที่กำลังจะหนีเนื่องจากได้รับมอบหมายให้ไปหาตัวจินนี่) ล็อกฮาร์ตปฏิเสธและถูกแฮร์รี่และรอนบังคับให้ลงไปในท่ออุโมงค์ของห้องแห่ง ความลับที่ซ่อนอยู่ใต้ห้องน้ำหญิงชำรุด ที่ที่ล็อกฮาร์ตชิงไม้กายสิทธิ์มาจากรอน และเสกคาถาลบความจำใส่แฮร์รี่และรอนซึ่งทราบแล้วว่า ล็อกฮาร์ตอาศัยประสบการณ์ของคนอื่นไปเขียนหนังสือแล้วเสกคาถาลบความจำคนคน นั้น แต่ไม้กายสิทธิ์ของรอนที่เสียหายตั้งแต่ต้นปีสะท้อนคาถาลบความจำเข้าสู่ตัว ล็อกฮาร์ต ทำให้เขาความจำเสื่อมเสียเอง รอนอยู่เฝ้าล็อกฮาร์ตที่ความจำเสื่อมไปแล้ว ส่วนแฮร์รี่เข้าไปในห้องแห่งความลับคนเดียว เขาพบว่าจินนี่กำลังจะตาย และพบทอม ริดเดิ้ลที่เคยอยู่แต่ในความทรงจำในสมุดบันทึกเมื่อ 50 ปีก่อน บัดนี้ปรากฏตัวให้เห็นเป็นรูปร่างภายนอกเกือบเด่นชัดแล้ว ริดเดิ้ลบอกกับแฮร์รี่ว่าจินนี่กำลังถ่ายชีวิตและจิตวิญญาณให้กับเขา และทำให้เขาแข็งแรงขึ้น ในที่สุดเขาเปิดเผยตัวเองว่าเขาเป็นความทรงจำเมื่อ 50 ปีที่แล้วของโวลเดอมอร์ในวัยสิบหกปี ผู้ซึ่งเป็นทายาทที่แท้จริงของซาลาซาร์ สลิธีริน จากนั้นริดเดิ้ลก็สั่งให้งูยักษ์บาสิลิสก์ลงมือสังหารแฮร์รี่ แต่เมื่อแฮร์รี่กล่าวแสดงความภักดีต่อดัมเบิลดอร์ ก็ได้รับความช่วยเหลือจากฟอกส์ นกฟีนิกซ์ของดัมเบิลดอร์ที่นำหมวกคัดสรรซึ่งซ่อนดาบของก็อดดริก กริฟฟินดอร์มา ให้ และฟอกส์ช่วยแฮร์รี่โดยการจิกลงไปยังตาพิฆาตของบาสิลิสก์ ทำให้ตาของงูยักษ์ไม่เป็นอันตรายต่อแฮร์รี่อีกต่อไป แฮร์รี่สามารถสังหารบาสิลิสก์ได้ แต่ก็ต้องแลกกับการถูกเขี้ยวพิษของงูฝังเข้าไปเต็มๆ ทว่าฟอกส์ก็ช่วยแฮร์รี่ได้อีกครั้งด้วยการหลั่งหยาดน้ำตาของนกฟีนิกซ์ซึ่งมี อำนาจสมานแผล เมื่อแฮร์รี่กลับมาเป็นปกติแล้วก็สามารถกำจัดริดเดิ้ลโดยทำลายสมุดบันทึก ด้วยเขี้ยวพิษของงู และคืนชีวิตและวิญญาณให้แก่จินนี่อีกครั้ง



นักเรียนทุกคนที่ถูกทำร้ายกลับคืนสู่สภาพปกติ แฮร์รี่พบว่าลูเซียส มัลฟอยนั่นเองเป็นผู้ยัดสมุดบันทึกให้กับจินนี่ขณะที่วิวาทกันกลางร้านตัว บรรจงและหยดหมึก แต่ไม่สามารถทำอะไรนายมัลฟอยได้ เนื่องจากไม่มีหลักฐานพิสูจน์ว่าเขาทำเช่นนั้น แฮร์รี่สังเกตเห็นด๊อบบี้ที่มากับเจ้านายมัลฟอย จึงหาทางช่วยโดยซ่อนถุงเท้าไว้ในสมุดบันทึกของริดเดิ้ลแล้วนำไปคืนให้นายมัล ฟอย นายมัลฟอยยื่นสมุดบันทึกให้ด๊อบบี้ แฮร์รี่พยายามให้ด๊อบบี้เปิดสมุดบันทึกของริดเดิ้ลเพื่อจะได้เห็นถุงเท้า ซึ่งการกระทำเช่นนั้น(การที่เจ้านายมอบเสื้อผ้าให้เอลฟ์ประจำบ้านของตนเอง) คือการปล่อยด๊อบบี้ให้เป็นไท ด๊อบบี้ผู้เป็นไทแล้วสำนึกในบุญคุณของแฮร์รี่อย่างสูง ล็อกฮาร์ตผู้ความจำเสื่อมถาวรถูกส่งตัวเข้าไปบำบัดในโรงพยาบาลวิเศษเซนต์มังโกเพื่อผู้ป่วยและบาดเจ็บ และปีที่สองในฮอกวอตส์ของแฮร์รี่ก็จบลงอย่างมีความสุข.

แฮร์รี่ พอตเตอร์กับถ้วยอัคนี














หน้าร้อนของแฮร์รี่และควิดดิชเวิลด์คัพ

เนื้อเรื่องตอนนี้เริ่มต้นที่ความฝันของแฮร์รี่ พอตเตอร์ โดยเห็นในความฝันว่าลอร์ดโวลเดอมอร์ได้พบกับลูกสมุนของเขาซึ่งหนีจากเงื้อม มือของแฮร์รี่ (รวมถึงซิเรียสและลูปิน) ไปได้ในเล่มที่แล้วคือ "หางหนอน" หรือปีเตอร์ เพ็ตติกรูว์ หางหนอนได้รับสั่งจากโวลเดอมอร์ให้ลักพาตัวแฮร์รี่มา เพื่อจะกลับคืนสู่อำนาจอีกครั้ง ในฝันแฮร์รี่ยังเห็นลอร์ดโวลเดอมอร์ฆาตกรรมชายแก่มักเกิ้ลผู้ โชคร้ายที่บังเอิญไปแอบได้ยินแผนการนี้เข้า แฮร์รี่สะดุ้งตื่นขึ้นพร้อมกับปวดแสบปวดร้อนที่แผลเป็นรูปสายฟ้ากลางหน้าผาก ของเขา แฮร์รี่กังวลเกี่ยวกับสิ่งที่ฝันเห็นและการเจ็บของแผลเป็นอีกครั้งแต่ก็ไม่ อยากส่งข่าวไปบอกซิเรียส แบล็ก พ่อทูนหัวของเขาซึ่งกำลังซ่อนตัวอยู่เพราะกลัวว่าซิเรียสจะเป็นห่วงจนเสี่ยงกลับมาหาตน



ปิดเทอมฤดูร้อนนี้ครอบครัววีสลีย์มารับแฮร์รี่จากบ้านของพวกเดอร์สลีย์ในซอยพรีเว็ตไปเพื่อไปชมการแข่งขันควิดดิชเวิลด์คัพ ซึ่งอังกฤษเป็นเจ้าภาพในปีนั้น การแข่งขันชิงแชมป์ระหว่างไอร์แลนด์และบัลแกเรีย เต็มไปด้วยความตื่นเต้นเร้าใจโดยเฉพาะในตัวผู้เล่นซีกเกอร์ของบัลแกเรีย วิกเตอร์ ครัม หลังการแข่งขันจบลงได้เกิดเหตุร้ายขึ้น มีกลุ่มอดีตผู้เสพความตายออก มาอาละวาดและโจมตีเจ้าของที่ดินผู้เป็นมักเกิ้ลแต่ต้องหนีไปในเวลาต่อมา เนื่องจากมีคนเสกตรามาร (สัญลักษณ์ของโวลเดอมอร์) พลอยทำให้ผู้ที่แตกตื่นอยู่แล้วตื่นตระหนกยิ่งขึ้น เจ้าหน้าที่กระทรวงเวทมนตร์พบว่าผู้ถือไม้กายสิทธิ์คือ วิงกี้ เอลฟ์ประจำบ้านของบาร์ตี้ เคร้าช์ เจ้าหน้าที่ระดับสูงคนหนึ่ง วิงกี้ถูกจับพร้อมกับถือไม้กายสิทธิ์ของแฮร์รี่ ซึ่งแฮร์รี่บอกว่าหล่นหายระหว่างชมการแข่งขัน ทำให้บาร์ตี้ เคร้าช์โกรธมากถึงกับไล่เอลฟ์ประจำบ้านของตนออก และทำให้เฮอร์ไมโอนี่เริ่มโครงการรณรงค์เพื่อสิทธิเอลฟ์


การเปิดปีการศึกษาใหม่ของฮอกวอตส์และการประลองเวทไตรภาคี



แฮร์รี่กลับมาเรียนชั้นปีที่สี่ที่ฮอกวอตส์ในปีการศึกษาใหม่(ปี 4) และพบว่าอาจารย์สอนวิชาการต่อสู้กับศาสตร์มืดคนใหม่คืออลาสเตอร์ มู้ดดี้ ชายแก่อดีตมือปราบมารซึ่งมีนิสัยบ้าบิ่นแปลกๆ และมีตาวิเศษที่สามารถมองทะลุได้ รวมถึงการที่เขาไม่ค่อยถูกกับสเนปเท่าไรนัก และดูจะเอ็นดูแฮร์รี่เป็นพิเศษจากการที่เขาช่วยแฮร์รี่ไว้หลายครั้งจากสเนปและพวกของมัลฟอย มู้ดดี้สอนให้นักเรียนให้รู้จักกับคำสาปโทษผิดสถานเดียวได้แก่ คำสาปกรีดแทง คำสาปสะกดใจและ คำสาปพิฆาตซึ่งผู้ใช้คำสาปเหล่านี้กับคนอื่นมีโทษสถานเดียวคือถูกจองจำที่ คุกอัซคาบันตลอดชีวิต มู้ดดี้เป็นที่ชื่นชอบของนักเรียนมากจากวิธีการสอนที่ท้าทายของเขา



ในปีนี้ไม่มีการแข่งขันควิดดิชระหว่างบ้านแต่ได้มีการจัดการแข่งขัน ประลองเวทย์ไตรภาคีขึ้นมาอีกครั้งหลังจากระงับไปเป็นเวลานานเนื่องจากยอดการ เสียชีวิตจากการแข่งขันสูงมาก การประลองเวทย์ไตรภาคีเป็นการแข่งขันระหว่างโรงเรียนเวทมนตร์คาถาที่ใหญ่ที่ สุดในยุโรปสามโรงเรียนได้แก่ฮอกวอตส์, โบซ์บาตงและเดิร์มสแตรงก์ โดยผู้ที่จะเข้าแข่งขันจะต้องหย่อนชื่อของตนเองลงไปในถ้วยอัคนี ซึ่งจะดีดชื่อของตัวแทนโรงเรียนที่ได้รับการคัดเลือก ตัวแทนของโบซ์บาตงคือ เฟลอร์ เดอลากูร์ สาวสวยเลือดผสมวีล่า ตัวแทนของเดิร์มสแตรงคือวิกเตอร์ ครัม ซีกเกอร์ทีมชาติบัลแกเรียผู้เก่งกาจ และตัวแทนของฮอกวอตส์คือเซดริก ดิกกอรี่จากบ้านฮัฟเฟิลพัฟ เด็กหนุ่มหน้าตาดีและนิสัยดี และคนสุดท้ายคือ แฮร์รี่ พอตเตอร์ซึ่งอายุไม่ถึงเกณฑ์และได้รับคัดเลือกด้วย ทำให้ทุกคนพากันคิดว่าเขาใช้กลโกงเพื่อให้ได้เป็นตัวแทน แม้แต่รอน วีสลีย์ เพื่อนรักที่สุดของแฮร์รี่ก็ไม่เว้น เพราะรอนมีปมในใจว่าตนมักจะถูกมองข้าม ไม่เป็นที่สนใจเหมือนแฮร์รี่ ทำให้ทั้งสองโกรธกันและไม่พูดกันเลยหลังจากนั้น แฮร์รี่ต้องหาหนทางผ่านภารกิจที่ต้องแข่งขันร่วมกับเฮอร์ไมโอนี่ เกรนเจอร์เพื่อนสนิทที่เหลืออยู่ของเขา แฮร์รี่สังเกตเห็นโช แชงซีกเกอร์จากบ้านเรเวนคลอและแอบชอบเธออยู่



ภารกิจแรกปิดเป็นความลับเพื่อทดสอบความกล้าหาญของผู้เข้าแข่งขัน แต่แฮกริดแอบ พาแฮร์รี่ไปดูว่าภารกิจแรกของตัวแทนคือการต่อสู้กับมังกรเพื่อชิงไข่ทองคำ จากมันมา (ไข่ดังกล่าวอยู่รวมกับไข่มังกรจริงๆ ทำให้มังกรมีลักษณะดุร้ายเป็นพิเศษ) เช่นเดียวกับมาดามมักซีม อาจารย์ใหญ่แห่งวิทยาลัยโบซ์บาตง ไอกอร์ คาร์คารอฟ อาจารย์ใหญ่ของสถาบันเดิร์มสแตรงก์ก็รู้เห็นถึงภารกิจนี้เหมือนกัน แต่เขาลักลอบเข้าไปดู ทำให้แฮร์รี่ต้องไปบอกรายละเอียดของภารกิจแรกให้เซดริก ดิกกอรี่ด้วยเพราะคงเหลือเขาคนเดียวเท่านั้นที่ยังไม่ทราบถึงภารกิจ (ค่อนข้างแน่นอนว่าอาจารย์ใหญ่ของทั้งสองโรงเรียนจะต้องนำข้อมูลดังกล่าวไป บอกกับตัวแทนแน่นอน) แฮร์รี่ตกใจเมื่อศาสตราจารย์มู้ดดี้เรียกแฮร์รี่เข้าไปพบหลังจากเห็นแฮร์รี่ ทำอย่างนั้น แต่ไม่ใช่เพื่ออบรม กลับชมแฮร์รี่ที่ทำเช่นนั้น นอกจากนั้นเขายังบอกใบ้วิธีให้แฮร์รี่ผ่านภารกิจแรกอีกด้วย ก่อนที่ภารกิจแรกจะเริ่มขึ้น ตัวแทนทั้งสี่จะต้อบจับฉลากหมายเลขที่แสดงถึงพันธุ์ของมังกรที่พวกเขาจะต้อง สู้กับจากถุงผ้าไหม แฮร์รี่จับฉลากได้หมายเลขสี่ ซึ่งแทนพันธุ์ฮังการีหางหนาม พันธุ์ที่ว่ากันว่าอันตรายที่สุด ด้วยประสิทธิภาพของไม้กวาดไฟร์โบลต์ แฮร์รี่สามารถหลอกล่อมังกรและชิงไข่ทองคำจากมันได้โดยได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย ที่ไหล่เท่านั้น ไข่ทองคำนี้มีปริศนาที่ต้องไขเพื่อนำไปสู่ภารกิจที่สอง ภารกิจดังกล่าวสร้างความตื่นตระหนกให้แก่เพื่อนของแฮร์รี่ทั้งสองคนเป็น อย่างมาก และทำให้รอนกลับมาคืนดีกับแฮร์รี่เพราะเขารู้แล้วว่าการแข่งขันดังกล่าวมี อันตรายต่อแฮร์รี่ขนาดไหน



ภารกิจที่ตามมานั้นจะจัดขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ ระหว่างนั้นริต้า สกีตเตอร์ นักข่าวจากหนังสือพิมพ์เดลี่พรอเฟ็ต ผู้ที่ชอบเขียนข่าวบิดเบือนได้ลงข่าวป้ายสี โดยหาว่าแฮร์รี่สติไม่ดี และจับคู่เฮอร์ไมโอนี่กับแฮร์รี่ในทางเสียๆ หายๆ (เนื่องจากเฮอร์ไมโอนี่ว่ากล่าวริต้า สกีตเตอร์ว่าเธอเป็นคนหลอกลวงทำให้เธอไม่พอใจ) จนทำให้แม้แต่แม่ของรอน มอลลี่ วีสลีย์เกิด ความเข้าใจผิดๆ อยู่นานกว่าความเข้าใจดังกล่าวจะได้รับการแก้ไขให้ถูกต้องโดยตัวแฮร์รี่เอง ในเวลาต่อมา ขณะเดียวกันแฮร์รี่ยังไม่ค่อยสนใจจะไขปริศนาของไข่ทองคำที่เมื่อเปิดออกมาจะ มีเสียงโหยหวนฟังไม่ได้ศัพท์เท่านั้น ในเทศกาลคริสต์มาส ฮอกวอตส์จัดงานเต้นรำขึ้น แฮร์รี่รวบรวมความกล้าไปขอโช แชงให้ไปงานเต้นรำกับเขา แต่เธอตอบปฏิเสธเนื่องจากเธอรับคำชวนของเซดริกไปแล้ว แฮร์รี่จึงขอให้ปาราวตี ปาทิล ไปงานเต้นรำกับเขาแทน ส่วนรอนชวนปัทมา ปาทิล น้องสาวของปาราวตีไป และเฮอร์ไมโอนี่ทำให้ทุกคนประหลาดใจโดยมากับวิกเตอร์ ครัมซึ่งสารภาพว่าแอบชอบและติดตามเธอมานานแล้ว แม้กระนั้น แฮร์รี่ก็ยังไม่ค่อยสนใจที่จะไขปริศนาไข่ทองคำสักเท่าไรนัก เพราะแฮกริดหายตัวไปเนื่องจากถูกริต้า สกีตเตอร์เปิดโปงว่าเป็นเขาลูกครึ่งยักษ์และให้ข่าวไปว่าแฮกริดอาจเป็น อันตรายต่อนักเรียนของฮอกวอตส์ทำให้แฮร์รี่กังวลใจ แต่แฮกริดก็กลับมาทำงานได้โดยคำพูดของดัมเบิลดอร์ รวมถึงแฮร์รี่และเพื่อนของเขา แฮกริดยังบอกให้แฮร์รี่ชนะการประลองเวทย์ให้ได้ ทำให้แฮร์รี่เริ่มพยายามไขปริศนาของไข่ทองคำเนื่องจากไม่อยากทำให้แฮกริดผิด หวัง ระหว่างนั้น เซดริก ดิกกอรี่บอกใบ้วิธีไขปริศนาไข่ทองคำแก่แฮร์รี่ เพื่อตอบแทนที่แฮร์รี่ช่วยเขาในภารกิจแรกโดยแนะนำว่าให้เอาไข่ทองคำไปเปิด ใต้น้ำ แฮร์รี่ทำตามจึงรู้ว่าภารกิจที่สองคือตัวแทนแต่ละคนจะต้องไปช่วยตัวประกัน ซึ่งก็คือคนที่ตัวเองรักมากที่สุดซึ่งถูกจับตัวไว้ใต้ทะเลสาบ ก่อนภารกิจที่สองจะเริ่มต้นแฮร์รี่พบว่าจะต้องไปช่วยรอน ส่วนวิกเตอร์ ครัมต้องจะต้องลงไปช่วยเฮอร์ไมโอนี่ ในขณะที่เซดริกต้องลงไปช่วยโช แชง และเฟลอร์ เดอลากูร์ต้องลงไปช่วยกาเบรียลน้องสาวของเธอเอง แฮร์รี่ไม่สามารถหาวิธีที่จะลงไปใต้น้ำได้แต่ด๊อบบี้ช่วยแฮร์รี่เอาไว้ด้วยการนำหญ้าเหงือกปลาที่ มีคุณสมบัติเปลี่ยนผู้กินให้กลายเป็นปลาได้ให้แก่แฮร์รี่ (ภายหลังแฮร์รี่พบว่ามันถูกขโมยมาจากห้องทำงานของสเนป) เขาแปลงกายเป็นปลาและดำลงไปช่วยตัวประกันของตัวเองและของคนอื่นๆ มาด้วยเนื่องจากคิดว่าคำใบ้ในไข่ทองคำเป็นความจริง แฮร์รี่ได้คะแนนจากกรรมการเป็นที่หนึ่งทำให้คะแนนรวมของเขาเท่ากับของเซดริก แม้จะมาเป็นคนสุดท้าย เนื่องจากกรรมการเห็นว่านี่เป็นการแสดงออกถึงคุณธรรม



ภารกิจสุดท้ายคือตัวแทนจะต้องฝ่าด่านต่างๆ ในเขาวงกตซึ่งประกอบไปด้วยสัตว์ประหลาดต่างๆ แฮร์รี่และเซดริกไปถึงถ้วยไตรภาคีซึ่งอยู่ตรงกลางของเขาวงกตพร้อมกัน ทั้งคู่ตัดสินใจว่าในเมื่อพวกเขาร่วมฝ่าด่านและภารกิจทั้งสามมาด้วยกัน (โดยแฮร์รี่บอกเซดริกเกี่ยวกับภารกิจแรก และเซดริกบอกใบ้แฮร์รี่เกี่ยวกับภารกิจที่สอง)จึงควรจะจับถ้วยพร้อมกัน และอย่างไรก็ตาม ชัยชนะก็ยังคงเป็นของฮอกวอตส์อยู่ดี
 
 
การเผชิญหน้าในสุสานและการเผยตัวของบาร์ตี้ เคร้าช์ จูเนียร์



ถ้วยไตรภาคีที่จริงแล้วเป็นกุญแจนำทางซึ่งพาพวกเขาทั้งสองคนไปยังสุสาน ที่ที่พวกเขาพบกับปีเตอร์ เพ็ตติกรูว์ (หรือหางหนอน) และลอร์ดโวลเดอมอร์ เซดริกถูกปีเตอร์สังหารในทันทีโดยใช้คำสาปพิฆาต "อะวาดา เคดาฟ-รา" และกรีดเลือดของแฮร์รี่เพื่อนำไปใช้ในพิธีปลุกชีพลอร์ดโวลเดอมอร์ขึ้นมาอีก ครั้ง ทำให้โวลเดอมอร์สามารถจับต้องตัวแฮร์รี่ได้และมีพลังมากกว่าเดิม

ต่อมาโวลเดอร์มอร์เรียกบรรดาผู้เสพความตายมาด้วยการปลุกรอยตรามารจากตัว ของเขา และบังคับให้แฮร์รี่ต่อสู้กับเขาด้วยไม้กายสิทธิ์เพื่อพิสูจน์ว่า "เด็กชายผู้รอดชีวิต" ไม่เป็นอุปสรรคต่อเขาแต่อย่างใด แต่ปรากฏว่าไม้กายสิทธิ์ของทั้งสองคนกลับให้ผลแปลกประหลาดเรียกว่า "ไพรออร์ อินคานตาโต้" เนื่องจากแกนกลางของไม้กายสิทธิ์ทำมาจากขนนกฟีนิกซ์ตัว เดียวกันซึ่งก็คือฟอกส์ ปรากฏการณ์ดังกล่าวทำให้ไม้กายสิทธิ์ของแฮร์รี่และโวลเดอมอร์เชื่อมต่อกัน ด้วยลำแสงสีทอง และบังคับให้ไม้กายสิทธิ์ของโวลเดอร์มอร์คายคำสาปก่อนหน้าออกมา ทำให้ภาพเงาหรือวิญญาณของผู้ที่ถูกลอร์ดโวลเดอร์มอร์สังหารปรากฏขึ้น ได้แก่เซดริก (แม้โรว์ลิ่งจะบอกว่าปีเตอร์เป็นคนฆ่าก็ตาม แต่เชื่อกันว่าปีเตอร์ใช้ไม้กายสิทธิ์ของโวลเดอมอร์) แฟรงค์ ไบรซ์ ชายแก่มักเกิ้ลที่แฮร์รี่เห็นในฝันในตอนต้น เจ้าหน้าที่กระทรวงเวทมนตร์ เบอร์ธา จอร์กิ้นส์ รวมถึงพ่อแม่ของแฮร์รี่ ทุกคนช่วยกันบังโวลเดอมอร์เพื่อเปิดทางให้แฮร์รี่หนี แฮร์รี่หนีมาจากบรรดาผู้เสพความตายพาร่างไร้ชีวิตของเซดริก ดิกกอรี่กลับมาที่ฮอกวอตส์ได้อย่างหวุดหวิดตามคำขอร้องของวิญญาณของเซดริก

เมื่อแฮร์รี่กลับมาที่ฮอกวอตส์อีกครั้งท่ามกลางความงงงวยจากการหายตัวไป ของเขา อาจารย์สอนวิชาการป้องกันตัวจากศาสตร์มืดและอดีตมือปราบมาร ศาสตราจารย์มู้ดดี้เป็นผู้พาเขาขึ้นไปบนปราสาท แล้วเผยตัวว่าเป็นผู้เสพความตาย และเป็นผู้อยู่เบื้องหลังของเรื่องนี้ตั้งแต่เอาชื่อแฮร์รี่ไปใส่ถ้วยอัคนี นำแฮร์รี่มาจนถึงภารกิจสุดท้าย และทำให้แน่ใจว่าแฮร์รี่จะได้เผชิญหน้ากับโวลเดอมอร์ ในขณะที่มู้ดดี้กำลังจะสังหารแฮร์รี่ ดัมเบิลดอร์,มักกอนนากัลและ สเนปก็บุกเข้ามาในห้องและหยุดมู้ดดี้ไว้ และหลังจากดัมเบิลดอร์สืบสวนศาสตราจาย์มู้ดดี้ด้วยสัจจะเซรุ่มของสเนป แฮร์รี่ก็พบว่ามู้ดดี้แท้ที่จริงแล้วคือบาร์ตี้ เคร้าช์ จูเนียร์ สมุนผู้จงรักภักดีต่อโวลเดอมอร์ที่ปลอมตัวเป็นมู้ดดี้โดยใช้น้ำยาสรรพรส ส่วนศาสตราจารย์มู้ดดี้ตัวจริงนั้นถูกบาร์ตี้จูเนียร์ซ่อนเอาไว้ในหีบวิเศษมาตลอดทั้งปี

หลังจากที่ดัมเบิลดอร์ทราบแน่ชัดแล้วว่าโวลเดอมอร์กลับคืนชีพอีกครั้ง จึงเริ่มรวบรวมสมาชิกและจัดตั้งภาคีนกฟีนิกซ์ขึ้น มาใหม่ ในขณะที่มีการเปิดเผยว่าคาร์คารอฟ อาจารย์ใหญ่ของเดิร์มสแตรงก์และสเนปเคยเป็นผู้เสพความตายมาก่อน บาร์ตี้ เคร้าช์ จูเนียร์ถูกผู้คุมวิญญาณจุมพิต ดูดวิญญาณออกไปเสียก่อนที่จะให้การอีกครั้งกับรัฐมนตรีกระทรวงเวทมนตร์ คอร์นีเลียส ฟัดจ์ รัฐมนตรีฟัดจ์ปฏิเสธคำกล่าวของดัมเบิลดอร์และแฮร์รี่ที่ว่าโวลเดอมอร์กลับมา แล้ว แฮร์รี่ถือเป็นผู้ชนะในการแข่งขันประลองเวทย์ไตรภาคีและได้รับรางวัลทอง หนึ่งพันเกลเลียน แต่เขาไม่ยินดีกับมันแม้แต่น้อย เขาพยายามมอบรางวัลทองพันเกลเลียนให้พ่อแม่ของเซดริกแต่ทั้งคู่ไม่รับ แฮร์รี่จึงมอบให้กับพี่น้องฝาแฝดเฟร็ดกับจอร์จ วีสลีย์แทน เพื่อเป็นทุนในการตั้งร้านขายของเล่นวิเศษ ส่วนเฮอร์ไมโอนี่ก็จับได้ว่าริต้า สกีตเตอร์ซึ่งลงข่าวให้ร้ายพวกเขามาตลอดแท้จริงแล้วหาข่าวโดยการแปลงเป็น แมลงปีกแข็ง ซึ่งแสดงว่าเธอเป็นแม่มดแอนนิเมจัสที่ ไม่ได้จดทะเบียนอันเป็นเรื่องผิดกฎหมาย เธอจึงขังริต้าไว้ในขวดเป็นการแก้แค้นและขู่ไม่ให้ริต้าเขียนข่าวแลกกับการ เก็บความลับเรื่องนี้ และปีการศึกษาของฮอกวอตส์และการเรียนในชั้นปีที่สี่ของแฮร์รี่ก็จบลงอีก ครั้ง

ไม่ว่าจะเป็นจากความกลัวหรือโกรธของฟัดจ์ส่งผลให้ดัมเบิลดอร์ถูก ปลดออกจากตำแหน่งสำคัญๆ หลายตำแหน่งในโลกผู้วิเศษ และมอบชื่อเสียให้กับแฮร์รี่และดัมเบิลดอร์ในหนังสือเล่มต่อมา

แฮร์รี่ พอตเตอร์กับภาคีนกฟีนิกซ์


แฮร์รี่ พอตเตอร์ อายุสิบห้าปี ไม่ได้ข่าวคราวจากโลกเวทมนตร์ตลอดช่วงปิดเทอมแม้จะคอยแอบฟังข่าวนอกหน้าต่าง ห้องนั่งเล่นของพวกเดอร์สลีย์ก็ตาม เขาหลบไปอยู่ที่ถนนแม็กโนเลียหลังจากถูกพวกเดอร์สลีย์ว่ากล่าว ระหว่างนั่งเล่นอยู่ที่ชิงช้า แฮร์รี่เจอดัดลีย์กับเพื่อน จึงระบายอารมณ์โดยหาเรื่องกับดัดลีย์ ขณะที่ทั้งสองกำลังทะเลาะกัน ผู้คุมวิญญาณสองตนก็เข้ามาจู่โจมจนดัดลีย์เกือบได้รับจุมพิตถ้าแฮร์รี่ไม่ เสกคาถาผู้พิทักษ์ช่วยไว้เสียก่อน หลังจากนั้นมิสซิส ฟิกก์ หญิงแก่ที่แฮร์รี่เคยไปอยู่ด้วยเมื่อเดอร์สลีย์ให้ไปอยู่นอกบ้านก็มาพาพวก เขากลับบ้าน ปรากฏว่ามิสซิส ฟิกก์เป็นสควิบที่คอยติดตามดูแฮร์รี่ตามคำสั่งของดัมเบิลดอร์ และมีผู้ช่วยคือ มันดังกัส เฟลชเชอร์ เหตุการณ์นี้ทำให้แฮร์รี่ได้รับจดหมายจากกระทรวงเวทมนตร์แจ้งว่าเขาจะต้อง ถูกสอบสวนข้อหาใช้เวทมนตร์โดยไม่ได้รับอนุญาต และอาจถูกไล่ออกจากโรงเรียนและหักไม้กายสิทธิ์



พวกเดอร์สลีย์เมื่อเห็นสภาพของดัดลีย์ตอนที่แฮร์รี่พยุงเข้ามาในบ้าน ก็ต่อว่าแฮร์รี่และพยายามจะไล่แฮร์รี่ออกไป แต่ทันใดนั้นเอง นกฮูกตัวหนึ่งก็นำจดหมายกัมปนาทมาให้เพ็ตทูเนีย จดหมายพูดเสียงดังก้องว่า "จำคำฉันไว้" ดัดลีย์พยายามจะให้แฮร์รี่ออกจากบ้านแต่ เพ็ตทูเนียบอกว่าไม่ได้ คืนวันหนึ่งพวกเดอร์สลีย์ไม่อยู่บ้าน คนกลุ่มหนึ่งซึ่งเป็นกลุ่มภาคีนกฟีนิกซ์(กลุ่มที่จัดตั้งขึ้นเพื่อต่อต้านโว ลเดอมอร์, โดยมี อัลบัส ดัมเบิลดอร์ เป็นหัวหน้า รวมไปถึง ท็องส์, แม้ด-อาย มู้ดดี้, รีมัส ลูปิน, คิงสลีย์ ชักเคิ้ลโบลต์, เอลเฟียส ดอจ์, ดีดาลัส ดิกเกิ้ล, เอมมาลีน แวนซ์ ,สเตอกีส พอดมอร์ ได้รับรับคำสั่งให้พาแฮร์รี่ไปที่ บ้านเลขที่ 12 กริมโมลด์ เพลซ ซึ่งเป็นบ้านของซีเรียส และเป็นที่ที่ภาคีประชุมกัน บ้านนี้ยังมีครอบครัววีสลีย์ ซึ่งมาช่วยทำความสะอาดบ้าน เฮอร์ไมโอนี่ เกรนเจอร์ และคนอื่นๆ เช่น เซเวอรัส สเนป(ซึ่ง ไม่ค่อยมาเท่าไร), ครีเชอร์ (เอลฟ์ ประจำบ้านที่ดูถูก และไม่ชอบใครๆเลย โดยเฉพาะพวกเลือดสีโคลน)หลังจากนั้น รอน วีสลีย์ และเฮอร์ไมโอนี่ก็เล่าทุกอย่างให้แฮร์รี่ฟังว่าทำไมพวกเขาถึงส่งจดหมายถึงแฮ ร์รี่ไม่ได้ และการประชุมลึกลับที่ เฟรด กับ จอร์จ วีสลีย์ ใช้หูยืดยาวแอบฟังแต่ตอนหลังโดนจับได้



ระหว่างที่อยู่บ้าน เดอร์สลีย์ กับซิเรียส แฮร์รี่ฝันถึงประตูแปลกประหลาดบานหนึ่งที่อยู่ไกลออกไป แต่เขาก็ไม่ได้เอามาใส่ใจ จนเมื่อถึงวันที่ แฮร์รี่ต้องไปฟังคำพิพากษา มิสเตอร์วีสลีย์ เป็นคนไปส่งโดยใช้วิธีที่เขาไม่เคยใช้มาก่อนในการเข้าไปในที่ทำงาน เมื่อไปถึงแฮร์รี่สังเกตเห็นประตูบานหนึ่งที่คล้ายกับที่เขาฝัน เป็นครั้งแรกที่เขาได้เรียนรู้เกี่ยวกับหน้าที่แปลกประหลาดใหม่ในกระทรวง นั่นก็คือ ผู้ปิดปากเงียบ ในระหว่างการฟังคำพิพากษาทำนาย ดัมเบิลดอร์เป็นผู้ช่วยให้แฮร์รี่ รอดจากทุกอย่าง แต่มีบางสิ่งแปลกไปเมื่อเขาพยายามจะเรียกดัมเบิลดอร์เพื่อขอบคุณ

แฮร์รี่กลับไปที่โรงเรียนฮอกวอตส์ และพบว่ากระทรวงพยายามจะยึดครองฮอกวอตส์และปิดข่าวเกี่ยวกับการกลับมาของโวลเดอมอร์ แฮร์รี่ถูกมองเป็นตัวประหลาด ดัมเบิลดอร์ถูกยึดเหรียญตรา และถูกถอดถอนจากตำแหน่งต่าง ๆ แต่ยังมิได้ละทิ้งตำแหน่งอาจารย์ใหญ่แห่งฮอกวอตส์

ปีการศึกษาที่ห้าเริ่มต้นด้วยการประกาศข่าวโดยดัมเบิลดอร์ว่าอาจารย์ป้องกันตัวจากศาสตร์มืดคนใหม่คือ โดโรเลส อัมบริดจ์ แฮกริดไม่อยู่ที่โรงเรียน เมื่อพวกแฮร์รี่ มีช่วงเรียน กับอัมบริดจ์ เธอไม่ยอมให้ใครเรียนเกี่ยวกับการป้องกันตัวแบบปฏิบัติ แต่ให้อ่านหนังสือเกี่ยวกับการป้องกันตัวแทน นักเรียนหลายคนประท้วงเรื่องนี้ จนแฮร์รี่พูดออกมาว่าโวลเดอมอร์กลับมา อัมบริดจ์ลงโทษกักบริเวณแฮร์รี่และให้คัดลายมือกับเธอในออฟฟิศ หลังจากที่แฮร์รี่กลับเข้ามาในห้องรวมกริฟฟินดอร์ เฮอร์ไมโอนี่ห็นรอยแดงบนมือของแฮร์รี่ ซึ่งเกิดจากปากกาขนนกที่เขียนด้วยเลือดแทนหมึก พวกแฮร์รี่ทนไม่ไหวที่แต่ละวันไม่ได้เรียนเกี่ยวกับการป้องกันตัวแบบจริงๆ เฮอร์ไมโอนี่วางแผนทั้งหมดให้แฮร์รี่เป็นหัวหน้าของทีม และมีคนหลายคนที่มาเข้าร่วมโดยทำการลับๆใน ห้องต้องประสงค์ภายใต้ชื่อทีมว่า กองทัพ ดัมเบิลดอร์ พวกเขาเรียนการป้องกันตัวจริงๆในห้องนั้น เรียนคาถาเดียวกับที่แฮร์รี่ทำได้ เช่น คาถาเสกผู้พิทักษ์ และเรียนจากหนังสือที่เฮอร์ไมโอนี่ได้มาจากห้องสมุด ไม่นานหลังจากที่ อัมบริดจ์ตั้งกฎมากมายเพื่อต่อต้านโรงเรียน เธอเองได้รับแต่งตั้งให้เป็นคนตรวจการเรียนการสอนของอาจารย์แต่ละคน หลังจากที่ประมวลผลออกมาแล้ว ซีบิล ทรีลอว์นีย์ ถูกไล่ออก แต่ดัมเบิลดอร์ออกมาช่วยเหลือ อัมบริดจ์รู้แผนการของแฮร์รี่จึงออกกฎห้ามการรวมกลุ่มโดยไม่ได้รับอนุญาตไม่ ว่าเพื่อวัตถุประสงค์ใดก็ตาม และเธอก็จัดกลุ่มของเธอเพื่อคอยตรวจสอบความประพฤติของนักเรียนแทนเธอ รวมทั้งคอยจับตาดูแฮร์รี่ พอตเตอร์ กลุ่มนักเรียนของเธอรวมไปถึง แครบ กอยล์ และ เดรโก มัลฟอย ซึ่งคอยจับตาดูและพยายามจะเข้าไปในห้องต้องประสงค์



และวันนั้นก็มาถึง พวกอัมบริดจ์และมัลฟอยบุกเข้าไปในห้องต้องประสงค์ได้โดยมีหนอนบ่อนไส้ กองทัพดัมเบิลดอร์หนีกันออกไปเหลือแต่แฮร์รี่ รอน และ เฮอร์ไมโอนี่ หลังจากนั้นแฮร์รี่ถูกคัดออกจากทีมควิชดิชไม่ให้เล่นเป็นซีกเกอร์ ทุกครั้งที่แฮร์รี่พูดถึงโวลเดอมอร์ อัมบริดจ์จะให้บทลงโทษกับแฮร์รี่อย่างเคย จนแผลเป็นบนหลังมือของเขาปรากฏชัดขึ้น คืนหนึ่งแฮร์รี่ฝันเห็นว่าโวลเดอมอร์กำลังทำร้ายมิสเตอร์วีสลีย์ เขาเรียกรอนซึ่งคิดว่าเป็นแค่ฝัน แต่มักกัลนากัล เกรงว่าจะเป็นเรื่องจริง จึงส่งพวกเขากลับไปที่ กริมโมลด์ เพลซ ต่อมาพวกเขาได้ไปเยี่ยม มิสเตอร์ วีสลีย์ที่โรงพยาบาลเซ็นต์ มังโก ในโรงพยาบาลยังพบพ่อแม่ของเนวิลล์ และ กิลเดอรอย ล็อกฮาร์ต หลังจากที่เยี่ยมเสร็จแล้ว พวกเขาก็กลับมาที่ฮอกวอตส์อีกครั้ง

ฟีเรนเซ่ (เซ็นทอร์)มาเป็นอาจารย์สอนการทำนายคนใหม่แทนทรีลอว์นีย์ การเรียนก็หนักขึ้นสำหรับแฮร์รี่เมื่อเขาต้องเรียนวิชาพิเศษ และฝึกคาถาสกัดใจกับสเนป เพื่อไม่ให้โวลเดอมอร์อ่านใจเขาได้ แต่ก็ดูจะไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เมื่อแฮร์รี่ทนไม่ไหวเขาจึงสะท้อนคาถากลับเข้าสเนป ทำใหได้เข้าไปในความทรงจำฝังใจของสเนป หลังจากการฝึกอันสาหัส การสอบ ว.พ.ร.ส กำลังมาถึง พวกปีห้าทั้งหมดถูกตั้งคำถามว่าอยากเป็นอะไรในอนาคต เพื่อเป็นแนวทางว่าเขาต้องเรียนอย่างไรต่อไป แฮร์รี่อยากเป็น มือปราบมาร

ดัมเบิลดอร์ถูกขับไล่จากโรงเรียนแต่เขาหนีได้อย่างสง่างาม การสอบมาถึง เป็นเวลาเดียวกับที่ เฟร็ดและจอร์จ เริ่มวางแผนเกี่ยวกับการออกจากโรงเรียนก่อนจบปีเจ็ด ระหว่างสอบมีการต่อสู้เกิดขึ้น เฟร็ดกับจอร์จ จัดการให้อัมบริดจ์ปั่นป่วนและหัวหมุนอย่างหนัก และขี่ไม้กวาดออกจากโรงเรียนไปซึ่งทุกคนในโรงเรียนได้เห็น แฮกริดถูกไล่ออกเมื่อเขากลับมาหลังจากแฮร์รี่เข้าเรียนมาประมาณสองสามเดือน แต่ได้บอกเกี่ยวกับกรอพว์น้องยักษ์ของเขาไว้ รวมทั้งเล่าเรื่องราวที่เขาหายตัวไปหลายเดือนว่าได้รับคำสั่งจากดัมเบิลดอร์ ให้ไปชักชวนยักษ์มาเป็นพวก คืนหนึ่งแฮร์รี่ฝันว่าซิเรียสถูกทำร้ายอย่างรุนแรงเขาบอกพวกรอน และ เฮอร์ไมโอนี่ และบอก กลุ่ม ก.ด. บางคน จินนี่ วีสลีย์, ลูน่า เลิฟกู๊ด, กับ เนวิลล์ ลองบัทท่อม เพื่อช่วยให้เขาเข้าไปใช้เตาผิงที่ไม่ถูกดัก เพื่อติดต่อว่าฝันของเขาเป็นความจริงหรือไม่ ระหว่างนั้นเจอครีเชอร์ซึ่งบอกว่าซิเรียสไม่อยู่ ไม่นานเขาถูกจับโดยอัมบริดจ์กับพวกมัลฟอย จัดการพวกของเขาที่คอยดูข้างนอก เฮอร์ไมโอนี่ หลอกอัมบริดจ์ว่าดัมเบิลดอร์ซ่อนอาวุธไว้ในป่าและพาเธอเข้าไปเจอกรอพว์ พวกเซนทอร์โจมตีอัมบริดจ์ เธอด่าพวกนั้นกลับไป จึงถูกจับไปลงโทษ



กลับไปในปราสาททุกคนหนีออกมาจากเงื้อมมือของพวกมัลฟอยได้ และตัดสินใจจะบินไปที่ กระทรวงโดยเธรสตอล เมื่อไปถึงเขาหาห้องที่อยู่ในฝันและพบว่าสิ่งที่โวลเดอมอร์ต้องการคือลูก แก้วแห่งคำทำนาย พวกผู้เสพความตายเข้ามาโจมตี และบอกว่าเป็นกับดัก ซิเรียสเข้ามาช่วยแฮร์รี่ได้ทันก่อนแฮร์รี่จะให้ลูกแก้วแก่ ลูเซียส มัลฟอยไป พวกภาคีเข้ามาช่วยอีกกลุ่ม เบลลาทริกซ์ เลสเตรนจ์ ต่อสู้กับ ซิเรียส และทำให้ซีเรียสตกเข้าไปในม่านแปลกม่านหนึ่ง แฮร์รี่มารู้ตอนหลังว่าซิเรียสได้ตายจากเขาไปแล้ว โวลเดอมอร์เผชิญหน้ากับดัมเบิลดอร์ตอนหลัง และโวลเดอมอร์ก็หายไป ในขณะเดียวกับที่ ฟัดจ์ กับคนในกระทรวงกลุ่มหนึ่งมาเห็นพอดี ดัมเบิลดอร์บอกว่ามีการเชื่อมโยงเกี่ยวกับโวลเดอมอร์กับแฮร์รี่ เขาจึงไม่ต้องการมองหรือคุยกับแฮร์รี่เพราะโวลเดอมอร์อาจรู้ได้ และบอกด้วยว่า สงครามเริ่มขึ้นแล้ว

วันศุกร์ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2553











พิษศัลยกรรม นางฮัง เมียวคู ชาวเกาหลีใต้ วัย 48 ปี เข้าผ่าตัดใบหน้ามานับครั้งไม่ถ้วน ทั้งในเกาหลีใต้และญี่ปุ่น จนแพทย์ไม่ยอมทำให้อีกต่อไป ผลสุดท้ายใช้น้ำมันทำอาหาร ฉีดหน้าตัวเองแทนซิลิโคนส่งผลให้เสียโฉมอย่างรุนแรง




สาวเกาหลีสวยสยอง คลั่งผ่าตัดศัลยกรรมใบหน้าจนเกิดผลข้างเคียง แทนที่จะสวยสมใจกลับกลายเป็นน่ากลัวแทน เผยทำศัลยกรรมอย่างต่อเนื่องมานานถึง 20 ปี กลายเป็นโรคเสพติดการทำศัลยกรรม จนแพทย์เกาหลีใต้ไม่ยอมทำให้ก็ดิ้นรนไปผ่าตัดต่อที่ญี่ปุ่น จนหมอขอบายและแนะให้ไปหาจิตแพทย์แทน แต่รักษาอยู่ครึ่งๆ กลางๆ ก็เลิกแล้วไปทำศัลยกรรมต่อ โดยซื้อเข็มและซิลิโคนมาฉีดหน้าตัวเอง จนซิลิโคนหมดก็ใช้น้ำมันพืชฉีดแทนจนหน้าเละเสียรูป ก่อนมีคนใจบุญร่วมบริจาคเงินให้ไปรักษา แต่หมอจนปัญญาเพราะช่วยได้เพียงเล็กน้อย เพราะฉีดสารสารพัดชนิดเข้าใบหน้า ไม่สามารถทำให้กลับมาดีได้ดังเดิม เมื่อวันที่ 12 พ.ย. สื่อมวลชนเกาหลีใต้ รายงานข่าวสยองอุทาหรณ์สอนใจคนอยากสวยผิดธรรมชาติกรณีนางฮัง เมียวคู อายุ 48 ปี ซึ่งผ่าตัดทำศัลยกรรมมาตลอดเวลา 20 ปี ตั้งแต่อายุ 28 ปี จนมีอาการป่วยทางจิตเป็นโรคเสพติดการทำศัลยกรรม และอาการหนักถึงขนาดใช้น้ำมันพืชทำอาหาร ฉีดเข้าใบหน้าแทนซิลิโคน จนเกิดอาการข้างเคียงเน่าเฟะ แม้แพทย์พยายามรักษาแต่ทำได้เพียงเล็กน้อย เนื่องจากใบหน้าผิดรูปร่างไปมากจนไม่สามารถผ่าตัดให้กลับมาเหมือนคนปกติได้



หลังชีวิตเปลี่ยนไปเพราะทำศัลยกรรม ซึ่งเป็นเรื่องปกติของสาวเกาหลีใต้นางฮัง ได้รับเชิญไปออกรายการทีวีด้วยใบหน้าที่ผิดรูปร่าง โดยเล่าความเป็นมาว่าเริ่มทำศัลยกรรมใบหน้าครั้งแรกเมื่อตอนอายุ 28 ปี จากนั้นก็ทำซ้ำๆ อย่างต่อเนื่องและเกิดผลข้างเคียงทำให้ใบหน้าเริ่มผิดปกติ แต่เธอระบุว่าแม้ใบหน้าจะเปลี่ยนไปแต่เมื่อมองดูกระจก กลับรู้สึกว่าตัวเองสวยขึ้นทุกครั้งที่ผ่านมาทำศัลยกรรมนางฮัง ทำศัลยกรรมมากจนผิดปกติกระทั่งแพทย์ไม่ยอมทำให้อีก



นางฮัง เล่าอีกว่าหลังจากคลินิกศัลยกรรมในเกาหลีใต้ไ ม่ยอมทำหน้าเพิ่มให้เธอตัดสินใจบินไปทำศัลยกรรมถึงประเทศญี่ปุ่น และก็เข้าอีกหรอบเดิมที่เธอทำเสียจนใบหน้ายิ่งย่ำแย่ลงกระทั่งหมอในญี่ปุ่นเอง ก็ปฏิเสธการทำศัลยกรรมให้อีกแล้ว และแนะนำให้ไปพบจิต แพทย์เพราะเชื่อว่า เธอเป็นโรคเสพติดการทำศัลยกรรม สาวเกาหลีผู้คลั่งไคล้การทำศัลย กรรมจนเสพติดเล่าว่า เมื่อเธอบินกลับมาถึงบ้านเกิดพ่อ-แม่เมื่อเห็นหน้าตาที่เปลี่ยนไป ถึงกับจำไม่ได้จนต้องอธิบายกันขนานใหญ่ ก่อนที่จะตัดสินใจพาเข้าบำบัดอาการทางจิต แต่เนื่องจากค่ารักษาแพงมากทำให้ตัดสินใจหยุดรักษากลางคัน เป็นเหตุให้อาการเสพติดศัลยกรรมกำเริบอีกครั้ง อย่างไรก็ตามหมอหลายคนในเกาหลีใต้ ยังคงปฏิเสธและไม่ยอมผ่าตัดเหมือนเดิม แต่ในที่สุดมีหมอคนหนึ่งยอมขายเข็ม และสารซิลิโคนให้นำกลับมาฉีดเองที่บ้าน



นางฮัง กล่าวว่าหลังเธอฉีดหน้าด้วยซิลิโคนจนหมด และไม่สามารถหาซื้อได้อีกจึงนำน้ำ มันพืชมาฉีดเข้าใบหน้าแทน เพราะเข้าใจว่าน่าจะใช้ได้เหมือนกัน แต่ผลออกมาว่าใบหน้าซึ่งเสียรูปอยู่แล้วยิ่งอักเสบบวมเป่งอย่างรุนแรงดูน่ากลัว กระทั่งเด็กๆ แถวบ้านล้อเลียนว่าเป็นพัดลมเดินได้ เพราะใบหน้าบานออก ตาแทบปิด รายงานข่าวแจ้งว่าหลังจากนางฮังไปออกรายการทีวี ทำให้มีคนดูใจบุญร่วมบริจาคเงินเพื่อให้เธอไปรักษาเพื่อให้ใบหน้ากลับมาดีดังเดิม ซึ่งแม้แพทย์จะผ่าตัดนำสารแปลกปลอมชนิดต่างๆ ที่เธอฉีดเข้าใบหน้าตลอด 20 ปีออกมาได้จำนวนหนึ่ง แต่ก็ยังมีอีกไม่น้อยที่ตกค้างอยู่ ไม่สามารถนำออกมาได้หมด ทำให้ใบหน้ายังผิดรูปร่าง แพทย์ระบุว่าคงไม่สามารถผ่าตัดเพื่อให้ใบหน้าของเธอกลับมาดีเหมือนเดิมได้

พิษของการทำศัยกรรม